ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ที่รัฐบาลทุกสมัยต่างมีนโยบายในการช่วยเหลือเกษตรกรในหลายรูปแบบ
และเม็ดเงินที่ภาครัฐนำไปทุ่มกับโครงการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรในแต่ละปีก็มากโขนับแสนล้านบาท อาทิเช่น โครงการรับจำนำข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพด ฯลฯ โครงการรับจำนำสินค้าเกษตรนับเป็นโครงการที่ดี หากถึงมือเกษตรกรจริงๆ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่ารัฐจะใช้โครงการรับจำนำสินค้าเกษตร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในกลุ่มพืชแทบทั้งหมด และไม่เคยช่วยเหลือเกษตรกรในภาคปศุสัตว์เลย ในทางกลับกัน รัฐบาลชุดนี้ยังออกนโยบายที่ค่อนข้างจะเป็นการทำลายเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์เสียด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือจะด้วยเหตุผลที่ต้องการเอาใจผู้บริโภคแล้วมองข้ามเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ก็ตาม มันก็แสดงให้เห็นการเลือกปฏิบัติและไม่เป็นธรรมของรัฐบาลอย่างเลี่ยงไม่ได้ ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนในปัจจุบัน คงหนีไม่พ้นเรื่อง "ไข่ไก่" ที่รัฐบาล พยายามรื้อระบบการขายไข่จากฟองให้เป็นกิโลกรัม... อีกทั้งสั่งรื้อระบบนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ให้เป็นนำเข้าเสรี ... และล่าสุด ยังประกาศให้ไข่ไก่ต้องถูกจัดเป็นสินค้าควบคุม...ที่นอกจากจะสะท้อนภาพความลำเอียงแล้ว ยังบอกได้อีก ว่า รัฐไม่มีการศึกษาระบบของอุตสาหกรรมไข่ไก่ให้ลึกซึ้งรอบด้าน จึงปล่อยมาตรการต่างๆ ที่ล้วนส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ออกมาทั้งสิ้น ตามความเป็นจริงแล้ว "จะไม่สามารถใช้กฎหมายอำนาจเหนือตลาดหรือแข่งขันไม่เป็นธรรม กับกลุ่มสินค้าเกษตรได้" แต่รัฐบาลกลับเมินเฉยต่อความจริงข้อนี้ และทำการประกาศเปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ โดยอ้างว่าเพื่อแก้ปัญหาการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในอุตสาหกรรมไข่ไก่.... สงสัยรัฐบาลคงลืมไปว่า "ไข่ไก่" ก็เป็นสินค้าเกษตรตัวหนึ่งและเป็นสินค้าเกษตรต้นทาง ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรอิสระจำนวนมากด้วย อีกทั้งธุรกิจไข่ไก่ก็ไม่เป็นธุรกิจที่เข้าข่ายในเรื่องการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เพราะไข่ไก่มีการขึ้นลงของราคาตามภาวะตลาด เรียกว่ามีกลไกด้านอุปสงค์อุปทานเป็นตัวควบคุมราคาอย่างแท้จริง ดังนั้น การจัดไข่ไก่เป็นสินค้าควบคุม จึงขัดแย้งกับความเป็นจริงอย่างมาก และจะไม่ให้มองว่ารัฐบาลเลือกปฏิบัติกับสินค้าเกษตรแต่ละประเภทอย่างไม่เท่าเทียมได้อย่างไร เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ จึงเป็นเกษตรกรที่น่าเห็นใจอย่างยิ่ง เพราะเจอภาวะราคาตกต่ำมาตลอด โดยปกติใน 1 ปีจะมีช่วงราคาไข่ตกต่ำอยู่ถึง 8 เดือน ได้แก่ มกราคม มีนาคม เมษายน กรกฎาคม กันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม เกิดขาดทุนสะสมในกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยง ขณะที่ระดับราคาไข่ไก่ของไทยก็อยู่ที่ 1 บาทกว่า ถึง 2 บาทกว่า เช่นนี้มาเป็นระยะเวลา 10-15 ปีแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าชนิดอื่นนั้นล้วนขึ้นราคาไปแล้วไม่รู้กี่เท่าตัว แต่พอระดับราคาไข่ไก่เริ่มขยับตัวขึ้นบ้างในบางช่วงเวลา เช่น ช่วงเทศกาลต่างๆ ช่วงเปิดเทอม ภาครัฐกลับออกมาควบคุมราคาทันที ถือเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรที่กำลังจะลืมตาอ้าปากหลังต้องขาดทุนจากช่วงราคาไข่ตกต่ำ หรือรัฐบาลอยากให้ผู้เลี้ยงไก่ไข่ออกมาประท้วงเรียกร้องความช่วยเหลือ เช่นเดียวกับพืชเกษตรบ้าง ถึงบรรทัดนี้ ก็น่าจะพอทำความเข้าใจได้ว่าไข่ไก่เป็นสินค้าเกษตรที่ขึ้นอยู่กับดีมานด์ ซัพพลาย มีผลผลิตออกมาทุกวัน ราคาจะขึ้นลงตามสถานการณ์ ณ ขณะนั้น หากเข้าเป็นสินค้าควบคุม จะต้องรอการพิจารณาจากกรมการค้าภายในก่อนทุกครั้ง ทำให้ไม่ทันต่อสถานการณ์ อันจะนำไปสู่การขาดทุนของผู้เลี้ยง ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงรายย่อยถึง 80% ดังนั้น ทางที่ดีรัฐบาลควรเปลี่ยนบทบาทมาเป็นการกำกับดูแลและส่งเสริมมากกว่า ทั้งนี้ บทบาทของรัฐบาลที่ผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมไก่ไข่อยากเห็น คือ การส่งเสริมเพิ่มการบริโภค ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมขยายตัวได้ทั้ง Supply Chain และต้องเริ่มตั้งแต่การแก้ไขทัศนคติของคนไทยต่อการบริโภคไข่ไก่ เพราะปัจจุบันมีผลงานวิจัยจากสภาวิจัยแห่งชาติที่ระบุว่ากินไข่ไก่ได้ถึงวันละ 4 ฟอง ยังต้องการอาศัยการรณรงค์ส่งเสริมของภาครัฐเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรณรงค์ให้เกิดการยอมรับในวงการแพทย์ ซึ่งหากเพิ่มการบริโภคได้จริง จะส่งผลถึงเกษตรกรและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศด้วย "รัฐบาลอยากให้ไข่ไก่ราคาถูกเพื่อเอาใจผู้บริโภค แต่ทำแปลกตรงที่เปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ แต่ไม่ปล่อยเสรีราคาไข่ไก่ หากควบคุมแล้วรัฐไม่ทำให้เกิดการบริโภคเพิ่มขึ้นก็ไม่มีประโยชน์ และเมื่อถึงวันที่ไข่ราคาถูก จะมีใครกล้ารับประกันว่าสามารถทำให้คนไทยกินไข่ได้เกินกว่า 300 ฟองต่อคนต่อปี" คำคมของนักวิชาการไข่ไก่ท่านหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่ง
โดย : พีรชา พัฒนวิชาญ peerachapat@yahoo.com