| |
|
|||||||||
| |
|
|||||||||
| |
|
|||||||||
| |
|
|||||||||
| |
|
|||||||||
| |
|
|||||||||
| |
|
|||||||||
| |
|
|||||||||
| |
|
|
||||||||
| |
|
|||||||||
| |
|
|||||||||
|
|
|||||||||
| กปศ.ส่งเสริมการบริโภคไข่ไก่ในโรงเรียนภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ |
||
นายสัตวแพทย์ทฤษดี ชาวสวนเจริญ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า การเลี้ยงไก่ไข่ในประเทศไทยได้พัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไข่ไก่อย่างรวดเร็ว และผลิตไข่ไก่ที่มีคุณภาพ ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ปริมาณการผลิตไข่ไก่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3 ต่อปี ขณะที่การบริโภคขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1 ต่อปี ทำให้ผลผลิตมากกว่าความต้องการบริโภคและราคาตกต่ำเป็นวัฏจักรอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเปิดเสรีทางการค้ามากขึ้นทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยลดอัตราภาษีการนำเข้าต่ำลงตามลำดับโอกาสนำเข้าไข่ไก่จากต่างประเทศมีมากขึ้น ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ ซึ่งกำกับดูแลและบริหารจัดการไข่ไก่ทั้งระบบจึงเห็นชอบให้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ไก่ไข่ โดยได้กำหนดเป้าหมายทั้งด้านการผลิตให้มีความเข้มแข็งและการตลาดให้เพิ่มปริมาณการบริโภคไข่ไก่ ในการนี้ได้ให้ความสำคัญในการเพิ่มปริมาณการบริโภคไข่ไก่ของประชากรในประเทศ มีเป้าหมายเพิ่มอัตราการบริโภคไข่ไก่ต่อคนต่อปี จากปี 2550 จำนวน 159 ฟอง ให้เพิ่มขึ้นเป็น 200 ฟอง ในปี 2555 โดยการรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคไข่ไก่ในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้ได้ให้ความสำคัญเพิ่มปริมาณการบริโภคไข่ไก่ในโรงเรียน ซึ่งเป็นกลุ่มเด็กนักเรียนเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโตทั้งร่างกายและมันสมอง เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับคุณสมบัติของไข่ไก่ที่มีสารอาหารเป็นคุณประโยชน์ต่อการบำรุงร่างกายและมันสมอง นายสัตวแพทย์ทฤษดี
กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ ในฐานะกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์
ได้รับมอบหมายให้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ไก่ไข่ของประเทศ เพื่อบริหารจัดการทั้งด้านอุปทาน
(Supply) อุปสงค์ (Demand) และคุณภาพ (Quality) ไข่ไก่ของไทย ให้มีศักยภาพการแข่งขันเช่นเดียวกับการผลิตสินค้าปศุสัตว์อื่นๆ
ที่ต้องเร่งพัฒนาและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยได้ลงนามความตกลงการค้าเสรีกับออสเตรเลีย
นิวซีแลนด์ จีนและญี่ปุ่น รวมทั้งอยู่ในระหว่างการเจรจาอีกหลายประเทศ ดังนั้นการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ไก่ไข่
จึงต้องหารูปแบบและแนวทางการพัฒนาส่งเสริมการบริโภคไข่ไก่ที่ชัดเจน จากคณะครู
อาจารย์และบุคลากรจากส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นเครือข่ายสำคัญในการรับ
- ส่งต่อองค์ความรู้และข้อคิดเห็นกำหนดแนวทางการรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคไข่ไก่ของประเทศไทยให้มีทิศทางและแผนงานที่ชัดเจน
ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตและคุณประโยชน์ทางโภชนาการของไข่ไก่ ตลอดจนการระดมความคิดเห็นแนวทางในการจัดทำแผนการเพิ่มปริมาณการบริโภคไข่ไก่
สำหรับบรรจุในแผนยุทธศาสตร์ไก่ไข่ของประเทศไทย (ปี พ.ศ.2551-2555) และเพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดกับอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่ของไทยในอนาคต ***ไข่มีโปรตีน โปรตีนเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการสร้างเนื้อเยื่อต่างๆ เพื่อการเจริญเติบโตหรือชดเชยส่วนที่สูญเสียไป เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ และฮอร์โมนทุกชนิด เด็กวัยเรียนและวัยรุ่นเป็นวัยที่ร่างกายมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จึงต้องการโปรตีนที่มีคุณภาพดี โปรตีนที่ร่างกายได้รับจากอาหารจะมีคุณภาพแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของกรดอะมิโน ที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีนในเอกสารประกอบการสัมมนาเชิงวิชาการ หัวข้อ กินไข่ไก่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ ของนายแพทย์ ดร.วิศาล เยาวพงษ์ศิริ ระบุว่า เนื้อหมู หรือไก่ 1 ขีด (100 กรัม) มีโปรตีนประมาณ 20 กรัม หรือเทียบเท่ากับไข่ 3 ฟอง นมหนึ่งกล่อง (240 มล.) มีโปรตีนมากกว่าไข่เล็กน้อย คือประมาณ 8 กรัม แต่ราคานม 1 กล่องเกือบ 3 เท่าของไข่หนึ่งฟอง นอกจากนั้น หากเปรียบเทียบคุณค่าโปรตีนโดยวัดเป็นประสิทธิภาพในการนำไปใช้สำหรับความเจริญของเซลล์ จะพบว่าไข่มีคุณค่าสูงสุด คือ 93.70% เทียบกับนมแค่ 84.50% ปลา 76% และเนื้อ ไข่จึงเป็นแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพดีที่สุด ***ไข่มีธาตุเหล็ก นอกจากเด็กวัยเรียนและวัยรุ่นจะประสบปัญหา ภาวการณ์ขาดโปรตีนและพลังงานกันบ่อยๆ แล้วยังพบว่าเด็กไทยเป็นโรคโลหิตจากจากการขาดธาตุเหล็กและโรคขาดธาตุไอโอดีนกันมากอีกด้วย ปัญหาโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กและโรคขาดธาตุไอโอดีนกันมากอีกด้วย ปัญหาโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กจะทำให้เด็กเจริญเติบโตช้า เจ็บป่วยบ่อย ความสามารถในการเรียนรู้ด้วย ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนต่ำ และสรรถภาพในการทำกิจกรรมและการเล่นกีฬาต่ำ ดังนั้นธาตุเหล็กจึงเป็นสารอาหารอีกตัวหนึ่งที่กรมอนามัยเน้นให้เด็กวัยเรียนได้รับอย่างเพียงพอ
ธาตุเหล็กเป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อย แต่ธาตุเหล็กมีความสำคัญต่อร่างกายมาก
เพราะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของฮีโมโกลบิน ซึ่งอยู่ในเม็ดเลือดแดง การขาดธาตุเหล็กจะทำให้เกิดภาวะโลหิตจาก
ซึ่งทำให้ความสามารถของเลือดนำออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ ลดลง และมีผลเสียต่อสุขภาพหลายประการ
โดยเด็กวัยเรียนที่ขาดธาตุเหล็กจะมีผลต่อพัฒนาการของาสมอง เชาว์ปัญญาจะด้วยกว่างเด็กปกติที่ไม่ขาด
สมาธิในการเรียนต่ำ ความจำไม่ดี เด็กจะมีอาหารเหนื่อยง่าย เฉื่อยชา ง่วงเหงาหาวนอนบ่อย
ทำให้เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ผลสัมฤทธิ์ของการเรียนต่ำ และไม่มีกำลังสำหรับการประกอบกิจกรรมหรือเล่นกีฬา ***ไข่มีสารลูเที่ยน (Lutein) และซีแซนทิน (Zeaxanthin) นอกจากไข่จะมีโปรตีนและธาตุเหล็กแล้วในไข่แดงยังมีสารลูเที่ยน (Lutein) และซีแซนทิน (Zeaxanthin) ซึ่งเป็นสารจำพวกแคโรทีน หรือเม็ดสีที่อยู่ในอาหารจากพืชและสัตว์ มีงานวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่าสารทั้ง 2 ชนิด สามารถป้องกันการเสื่อมสภาพของจอรับภาพที่ตา ซึ่งจัดเป็นโรคที่สำคัญอีกโรคหนึ่งในปัจจุบัน ***ไข่มีธาตุฟอสฟอรัส
ฟอสฟอรัสคือ เกลือฟอสเฟต ที่ทำหน้าที่รักษาความสมดุลของกรด-ด่าง ของร่างกายและเป็นส่วนประกอบของสารอินทรีย์สำคัญ
คือ กรดนิวคลิอิก ทำหน้าที่ควบคุมการถ่ายทอดพันธุกรรมและการสร้างโปรตีน
ฟอสโฟไลปิด ช่วยให้ไขมันละลายในน้ำ และช่วยขนส่งน้ำมันและกรดไขมันเป็นองค์กอบของผนังเซลล์
เป็นส่วนประกอบของสารที่เก็บพลังงานเพื่อใช้ในกระบวนการต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญในกระดูกและฟัน
เราจะพบฟอสฟอรัสได้ในอาหารประเภท ไข่แดง เนื้อสัตว์ หมู ถั่วเมล็ดแห้ง
เด็กและผู้สูงอายุทีกินไข่ไก่เป็นประจำควบคู่ไปกับการกินเนื้อสัตว์ ก็จะได้รับฟอสฟอรัสเข้าไปเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรงอย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ***ไข่มีธาตุสังกะสี สังกะสีจัดเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต หากขาดสังกะสีอย่างรุนแรง จะทำให้เด็กไม่โต เบื่ออาหาร ต่อมไร้ท่อของระบบสืบพันธุ์ทำงานน้อย ต่อมลูกหมากโต เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก มีปัญหาทางอารมณ์ เช่น ซึมเศร้า ทำให้แผลหายช้า ผิวหนังมีปัญหาและเสี่ยงต่อการติดเชื้อ อาการขาดธาตุสังกะสีจะพบได้ในคนที่กินอาหารไม่ถูกส่วน เช่น กินแต่บะหมี่สำเร็จรูป ผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่กินอาหารไม่ได้ ต้องให้น้ำเกลือตลอดเวลา แพทย์ผู้รักษาจึงมักเติมธาตุสังกะสีลงลงในอาหารที่ป้อนทางสายยางให้ผู้ป่วย ***ไข่มีวิตามินอี วิตามินอีมีบทบาทสำคัญคือ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระคนที่กินอาหารที่มีวิตามินอีสูงๆ จึงแลดูอ่อนเยาว์ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น เมื่อวิตามินอีทำงานร่วมกับเบต้าแคโรทีนจะช่วยทำให้ร่างกายต้านมลพิษในอากาศได้มากขึ้น จึงช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ และอัมพาตได้ นอกจากจะพบวิตามินอีในไข่แล้ว เรายังพบวิตามินอีในข้าวกล้อง จมูกข้าว รำอ่อน เมล็ดธัญพืช หากกินข้าวกล้อง เมล็ดธัญพืช ผักสด และผลไม้สดควบคู่ไปกับการกินไข่เป็นประจำร่างกายก็จะได้รับทั้งวิตามินอี และเบต้าแคโรทีน เข้าไปเสริมสร้างภูมิต้านทานให้มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีปัญหาเรื่องโรคหลอดเลือดหัวใจอย่างแน่นอน ***ไข่มีวิตามินบี เรารู้ว่าในข้าวกล้องมีวิตามินบี ซึ่งเป็นวิตามินตัวสำคัญตัวหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากมาย แต่รู้หรือไม่ว่าไข่ก็มีวิตามินบีด้วยเช่นกัน ในไข่ 1 ฟอง จะมีวิตามินบี1 บี2 และบี3 ซึ่งวิตามินบีเหล่านี้มีหน้าที่สำคัญๆ คือ ช่วยในการทำงานของระบบประสาท สมอง ทำให้ความจำดี อารมณ์ดี ไม่เครียดง่าย ช่วยในการทำงานของระบบกล้ามเนื้อ รวมทั้งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหัวใจ และช่วยรักษาโรคเหน็บชา อีกทั้งยังทำให้เยื่ออ่อนในร่างกายแข็งแรง เช่น เยื่อตา เยื่อบุในปาก ใครที่กินอาหารรสจัดแล้วแสบปาก หรือตาสู้แสดงไม่ค่อยได้ เป็นเพราะขาดวิตามินบี2 ใครที่กินไข่ไก่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก คนวัยทำงาน ผู้สูงอายุ ก็จะมีระบบความจำดีอารมณ์ดี ไม่เป็นโรคเหน็บชารวมทั้งโรคอื่นๆ นอกจากนี้ไข่ยังมีผลกับการรักษาโรคกระเพาะ หลักการของการใช้อาหารรักษาโรคกระเพาะ ก็คืออาหารที่มีฤทธิ์สลายกรดได้ และไม่ระคายเคืองต่อกระเพาะ ผู้ป่วยควรจะได้รับอาหารประเภทนี้ในปริมาณน้อย และบ่อยๆ การรักษาจึงจะได้ผลดี ไข่ เป็นโปรตีนที่มีกากน้อย และย่อยง่าย ไม่ก่อให้เกินการระคายเคืองต่อกระเพาะของผู้ป่วย จึงเหมาะที่จะทำอาหารให้ผู้ป่วยโรคกระเพาะกินบ่อยๆ อย่างยิ่ง บริโภคไข่อย่างไรให้ได้ประโยชน์และปลอดภัย อาจารย์สง่า
ดามาพงษ์ ผู้ชำนาญการด้านโภชนาการ กรมอนามัย แนะนำให้บริโภคไข่สุก เพราะไข่ที่ไม่สุกจะเสี่ยงต่อปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ
และไข่ขาวที่ไม่สุกจะขัดขวางการดูดซึมวิตามินไบโอติน นอกจากนี้ไข่ที่ไม่สุกร่างกายจะย่อยได้ยากร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่
การทำเมนูอาหารก็ต้องมากมายหากต้องการหลีกเลี่ยงไขมันก็ควรบริโภคไข่ต้ม
หรือไข่ตุ๋น เพราะถ้าทำไข่ทอด ไข่ดาว ไข่เจียวจะมีไขมันเพิ่มขึ้นพอสมควร
การนำไข่ไปประกอบอาหารร่วมกับผักชนิดต่างๆ ก็สามารถเพิ่มคุณค่าทางโปรตีน
และทำให้มีการบริโภคผักได้มากขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงแดงควรเลือกรับประทานไข่ต้ม
ไข่พะโล้หรือไข่ดาวแทนไข่เจียว ไข่ตุ๋น เพราะจะสามารถแยกไข่แดงออกและรับประทานแต่ไข่ขาวได้ |
![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() |