หน้าแรก สินค้า-ราคา การจัดการฟาร์ม ความเป็นมา ติดต่อเรา    

   
   
การเปลี่ยนของระดับโคเลสเตอรอลในเลือดหลังรับประทานไข่อย่างต่อเนื่อง

 
                        
ผู้ทำการวิจัยคือ นพ.กรภัทร มยุระสาคร พ.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญ สาขาเวชศาสตร์ครอบครัว กลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลสมุทรสาคร หัวหน้าโครงการ และผู้ร่วมโครงการประกอบด้วย คุณประพันธ์พิศ สิตภาหุล คุณพรรณอร หงส์โต ได้นำเสนอข้อมูลอันเป็นประโยชน์ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2549 ในงานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2549 ของสมาคมวิทยาศาสตร์สัตว์ปีกโลก สาขาประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพฯ  นพ.กรภัทร มยุระสาคร กล่าวว่า อาหารประเภท “ไข่” เป็นหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสัตว์จำพวก ไก่ เป็ด ห่าน เป็นต้น สำหรับไข่ไก่นั้น 1 ฟอง (น้ำหนักมาตรฐาน 50 กรัม) ให้พลังงานหระมาณ 75 แคลอรี่ และในไข่หนึ่งฟองนั้นมีสารอาหารที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ คือ โปรตีน 6.3 กรัม คาร์โบไฮเดรต 0.6 กรัม ในขณะที่ไขมันรวม 4.9 กรัมโอเมก้า-6 0.67 กรัม โอเมก้า-3 0.07 กรัม Polyunsaturated 0.75 กรัม Monounsaturated 2.14 ไขมันอิ่มตัว 1.53 กรัม โคเลสเตอรอล 213 มิลิกรัม นอกจากนี้ยังประกอบด้วยกระดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับร่างการ อาหารธรรมชาติเพี่ยงชนิดเดียวที่มีกรดอะมิโนครบถ้วน กว่าไข่นั่นคือ “นมแม่” เนื่องจากไข่เป็นอาหารที่มีองค์ประกอบหลัก คือ โปรตีน และไขมัน โดยเฉพาะส่วนที่เป็นไข่แดงนั้นมีปริมาณโคเลสเตอรอลมากถึงเกือบ 2 ใน 3 ของข้อกำหนดที่แนะนำในการกินไขมัน ต่อวัน(NCEP III,2001)

 สำหรับไข่แดงนั้นสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน(American Heart Association) ได้รายงานไว้ในปี 2000 ว่าคนเราควรกินผลไม้ผักธัญพืช ผักเขียวอาหารไขมันต่ำ เนื้อสัตว์ ไม่ติดมัน เป็นต้นนอกจากนี้ ยังแนะนำให้กินไขมันได้ไม่เกิน 30% ของพลังงานทั้งหมด/วัน โดยกินโคเลสเตอรอลไม่เกิน 300 มิลิกรัม/วัน ซึ่งเหตุที่ในอดีตแนะนำให้บริโภคไข่แดงไม่เกิน 3-4 ฟอง/สัปดาห์ ก็เพื่อเป็นวิธีการที่ทำให้คนเรากินโคเลสเตอรอลโดยรวมต่อวันให้น้อยกว่า 300 มิลลิกรัม แต่เน้นเฉพาะคนที่มีโรคหัวใจหรือว่ามีความเสี่ยงสูง ซึ่งแนะนำว่าไม่ควรกินไข่มากกว่าสัปดาห์ละ 2 ฟองและกินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลไม่เกิน 200 มิลลิกรัม/วัน

 การเพิ่มของระดับโคเลสเตอรอลในเลือดที่เกิดจาก Low density lipoprotein เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ (Coronary heart disease risk) และมีข้อแนะนำตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 ว่าคนทั่วไปควรรับประทานอาหารที่มีโคเรสเตอรอลให้น้อยลง โดยเชื่อว่าการรับประทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอลจะเพิ่มระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ซึ่งจะนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจที่มากขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงการจำกัดการบริโภค “ไข่” ด้วย (Alberta egg producer board, NCEP) เพราะไข่แดงมีสารโคเลสเตอรอลสูง โดยแนะนำว่าไม่ควรรับประทานเกินสัปดาห์ละ 3-4 ฟอง แต่ระยะประมาณ 10 ปีที่ผ่านมานี้ เริ่มมีงานวิจัยหลายชิ้นกล่าวว่า ไข่แดงนั้นไม่ได้มีความสัมพันธ์กับระดับโคเลสเตอรอลในเลือด หรือโรคหลอดเลือด เนื่องจากการรับประทานไข่ทำให้ระดับ ของ Total Cholesterol และ LDL-cholesterol เพิ่มสูงขึ้นไม่มากนักเมื่อเที่ยบกับไขมันชนิดอื่น เช่น ไขมันอิ่มตัว(Saturated Fatty acid) , และ Tran fatty acid เป็นต้นร่างกายของคนแต่ละคนนั้นตอบสนองต่ออาหารที่มีโคเลสเตอรอลต่างกัน และอาจแปรเปลี่ยนไปตามเชื้อชาติ รูปแบบการบริโภค และวัฒนธรรมต่างๆ เป็นต้น

 โคเลสเตอรอลที่อยู่ในอาหาร (Dietary Cholesterol) ไม่ได้แปลงไปเป็นโคเลสเตอรอลในเลือดโดยตรงจริงๆ และปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือดร้อยละ 80-90 นั้นร่างกายเราสามารถสร้างได้เองจากตับ นั่นหมายถึง “ถึงแม้คนเราไม่กินโคเลสเตอรอลเลย(Cholesterol-free diet) ร่างกายก็ยังมีโคเลสเตอรอล โดยปริมาณที่สร้างจะแปรผันตามน้ำหนักตัว นั่นหมายถึงคนที่อ้วนจะมีการสร้างโคเลสเตอรอลในเลือดมากกว่าคนที่ผอมในคนที่มีสุขภาพดีนั้นร่างกายจะมีการควบคุมระดับโคเลสเตอรอลในเลือด โดยหากกินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลจากอาหารมากไป ร่างกายก็จะลดปริมาณการสร้างโคเลสเตอรอลลงในละขณะที่บางรายที่กินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลน้อยไป เช่น คนที่กินอาหารไม่ได้คนป่วยที่มีปัญหานการดูซึมของกระเพาะอาหาร เป็นต้น ร่างกาย ก็จะทำการสร้างโคเลสเตอรอลมากขึ้น

 งานวิจัยแฟรงค์ ฮู และคณะ (2540) ยังได้ยืนยันว่า อาหารที่มีโคเลสเตอรอลที่คนเราบริโภคเข้าไปมีผลต่อระดับโคเลสเตอรอลในเลือดไม่มากนัก จึงส่งผลต่อความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดไม่มากนัก ยิ่งกว่านั้นในปี 2542 แฟรง ฮู และคณะได้ตีพิมพ์รายงานการศึกษาแบบ Prospective cohort ขนาดใหญ่เกี่ยวกับการบริโภคไข่ ซึ่งพบว่าการรับประทานไข่วันละฟองในคนสุขภาพดีนั้น ไม่ได้มีผลต่อความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง นอกจากนี้การจำกัดการบริโภคไข่อาจจะทำให้ขาดสารอาหารหลายๆ ชนิดที่มีประโยชน์ได้ สำหรับไข่ปกติ 1 ฟองนั้นจะประกอบด้วย สารโคเลสเตอรอลประมาณ 213 มก. นอกจากนี้ไข่ก็ยังประกอบด้วยสารอาหารอื่นๆ เช่น ไขมันที่ไม่อิ่มตัว กรดอะมิโนที่จำเป็น ธาตุเหล็ก โฟเลต ไวตามินบี ดี อี และสารที่สำคัญอีกชนิดที่พบในไข่แดงนั้นคือ สารที่เรียกว่า “โคลีน” เป็นต้น

 จากงานวิจัยของแฟรงค์ ฮู ทำให้ได้ข้อมูลที่ชัดขึ้นว่า ชนิดของไขมันนั้นมีส่วนที่จะกำหนดคามเสี่ยงของโรคหลอดเลือดไม่ใช่ปริมาณไขมันทั้งหมดที่ได้จากอาหาร จากการศึกษาพบว่าไขมันชนิดไม่อิ่มตัวนั้นเป็นตัวที่ส่งผลต่อระดับไขมันในเลือดมากกว่าตัวอื่นๆ อัตราการเกิดมีความสัมพันธ์ในคนที่กินอาหารที่มีส่วนประกอบของ Trans fatty acids และ saturated มาก

 งานวิจัยของ นพ.กรภัทร มยุระสาคร ปี 2547 พบว่า การรับประทานไข่เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 12 สัปดาห์ ในกลุ่มตัวอย่าง 56 คน อายุเฉลี่ย 35 ปี มีผลต่อร่างกายโดยการทำให้ระดับไขมันในเลือดมีการเปลี่ยนแปลงในระยะเวลาหนึ่ง นั่นคือทำให้ระดับ HDL-Cholesterol สูงขึ้นในขณะที่อัตราส่วนของ Total Cholesterol ต่อ HDL-Cholesterol ลดลงซึ่งน่าจะส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดลดลงด้วย
ในปี 2548 นพ.กรภัทร มยุระสาคร ได้ทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของระดับไขมันในเลือดหลังจากการรับประทานไข่อย่างต่อเนื่อง 1 และ 2 ฟองติดต่อกันเป็นเวลา 10 สัปดาห์ ในกลุ่มตัวอย่าง 117 คน อายุเฉลี่ย 33.09 ปี พบว่าแม้กลุ่มตัวอย่างจะรับประทานไข่อย่างต่อเนื่องก็ไม่ได้ทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นแต่อย่างไร แต่กลับทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดลดลงได้ในระยะท้ายของการทดลองที่รับประทานไข่มากถึง 2 ฟอง/วัน และอัตราส่วนของ Total Cholesterol ต่อ HDL-Cholesterol ลดลงเมื่อสิ้นสุดการทดลอง

จากการศึกษาก็สามารถสรุปได้ว่า การบริโภคไข่มากขึ้นไปกว่าปกตินั้น ไม่ทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือด นอกจากนี้สันนิษฐานว่าการที่ระดับ HDL-Cholesterol มีการเปลี่ยนแปลงไปนั้นน่าจะเกิดจากผลของสาร “เลซิติน” ที่เป็นส่วนประกอบอยู่ในไข่แดงและอย่างที่กล่าวถึงผลของการเปลี่ยนแปลงระดับโคเลสเตอรอลไปในทางที่ดีได้ ทำให้ไม่พบผลลักษณะนี้ในการวิจัยที่ใช้อาหารชนิดอื่นๆ ที่ประกอบด้วยโคเลสเตอรอล และอีกปัจจัยที่น่าจะเป็น การรับประทานอาหารของคนไทยซึ่งมักรับประทานผักจำนวนมาก โดยอาหารที่มักจะมีไข่เป็นส่วนประกอบนั้นก็จะมีผักด้วย ในขณะที่เมนูไข่ในต่างประเทศจะมีอาหารชนิดอื่นๆ ซึ่งมีผลต่อร่างกายแตกต่างออกไป
 
การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าหากรับประทานอาหารในสัดส่วนที่พอเหมาะ ถึงแม้จะรับประทานไข่ในปริมาณที่มากก็ไม่ส่งผลในทางลบต่อระดับโคเลสเตอรอลในเลือด อย่างไรก็ตาม งานวิจัยศึกษากลุ่มตัวอย่างในจำนวนจำกัด และในระยะเวลาที่จำกัด ดังนั้น ในทางปฏิบัติหากมีการรับประทานไข่เป็นประจำควรมีการตรวจระดับไขมันในเลือดเป็นประจำ เพื่อให้แน่ใจว่าระดับไขมันในเลือดไม่ได้สูงขึ้น นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่าการรับประทานไข่ไก่นั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด และการรับประทานอาหารในวันหนึ่งๆ ยังมีองค์ประกอบอีกหลายๆ ส่วนที่มีโอกาสทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นได้ ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารเพื่อส่งผลต่อสุขภาพ ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่การงดรับประทานไข่ หรือจำกัดการรับประทานไข่ แต่ขึ้นอยู่กับการเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมถูกสัดส่วน และในประมาณที่เหมาะสม

 * บทความจาก วารสาร สาส์นไก่ & สุกร ปีที่ 5 ฉบับที่ 46 เดือนมีนาคม 2550 หน้า 21-22






































Copyright © 2007
http://rachakaikai.com
Powered by ChanuwatS.
Online Now : 2
 
View My Stats